เช็คด่วน!! อาการโควิด สายพันธุ์อังกฤษ B117 ระบาดในไทย

เมื่อ “โควิด-19” กลับมาระบาดเป็นรอบที่ 3 จากคลัสเตอร์ “ผับทองหล่อ” ชวนคนไทยเช็คตนเองอีกทีว่าเข้าข่าย อาการโควิด หรือไม่? ก่อนจะไปเที่ยวต่อช่วง “สงกรานต์” หากเคยไปพื้นที่เสี่ยงต้องรีบพบแพทย์

คนไทยสุดเซ็ง! เมื่อ “โควิด-19” กลับมาระบาดใหม่เป็นรอบที่ 3 แถมยังแพร่ระบาดก่อนวันหยุดยาวในช่วง สงกรานต์ 2564 อีกต่างหาก ใครที่รู้ตัวว่าเคยไปพื้นที่เสี่ยงย่านทองหล่อ เอกมัย รัชดา ต้องสังเกตตนเองให้ดีว่ามี อาการโควิด หรือไม่? เพราะหากป่วยด้วยการติดเชื้อโควิดจะมีอาการแตกต่างจากอาการป่วยไข้แบบอื่นๆ

ทางเราจึงสรุปและรวบรวมอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ที่สามารถก่อโรคที่มีอาการคล้ายกันมาให้เช็คอีกที เพื่อแยกแยะได้ถูกว่าแบบไหนเรียกว่าเข้าข่าย “อาการโควิด-19” จะได้รับมือได้เร็ว และรีบไปตรวจหาเชื้อได้ทันท่วงที

อาการโควิด

1. อาการป่วย ” โควิด-19 ” จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จะมีอาการเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยจะแสดงอาการตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อย ไม่ว่าจะเป็น การคัดจมูก เจ็บคอ ไอ และมีไข้ ส่วนบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะมีอาการปอดบวมหรือหายใจลำบากร่วมด้วย

โดยอาการที่พบบ่อยที่สุด คือ มีไข้ (ไข้สูงติดต่อกัน 48 ชั่วโมง), ไอแห้งๆ, ไม่มีเรี่ยวแรง หอบเหนื่อย, ไอมีเสมหะ, หายใจลำบาก, เจ็บคอ, ปวดหัว, จมูกไม่ได้กลิ่น, ลิ้นไม่รับรส

มีข้อมูลจาก ศ.พญ.เสาวรส ภทรภักดิ์ ประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแห่งประเทศไทย ที่เคยออกประกาศฉบับที่ 3 เรื่องข้อแนะนำเรื่องอาการสูญเสียการได้กลิ่นในผู้ป่วย COVID-19 ระบุว่า มีงานวิจัยและรายงานของผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาการสูญเสียการได้กลิ่น (anosmia) กับผู้ป่วยโควิด-19 โดยพบว่า

  • ผู้ป่วยโรค COVID-19 (หมายถึงมีผลตรวจเป็นบวกแล้ว) พบมี anosmia (อาการสูญเสียการได้กลิ่น) ได้ถึง 2 ใน 3
  • ผู้ป่วยโรค COVID-19 ที่มีอาการอื่นๆ (ไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล) ไม่มาก จะพบว่ามี anosmia (อาการสูญเสียการได้กลิ่น) เป็นอาการหลักถึง 30%

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงสาธารณสุข (10) เคยระบุไว้ว่า อาการโควิด-19 นั้น มีความแตกต่างของอาการ โควิด-19 ในเด็กและผู้ใหญ่ คือ เด็กจะมีอาการน้อยกว่า ดังนี้

  • อาการโควิดสำหรับเด็ก : ร้อยละ 42 จะมีอาการไข้, ร้อยละ 49 มีอาการไอ, ร้อยละ 8 มีน้ำมูก, ร้อยละ 7 มีอาการอ่อนเพลีย
  • อาการโควิดสำหรับผู้ใหญ่ : ร้อยละ 89 จะมีอาการไข้, ร้อยละ 68 มีอาการไอ (อาการหลักที่สำคัญ), ร้อยละ 14 จะมีอาการเจ็บคอ, ร้อยละ 15 มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ร้อยละ 5 มีน้ำมูก, ร้อยละ 38 มีอาการอ่อนเพลีย

อีกทั้งพบว่า “ช่วงอายุ” ของผู้มีอาการป่วยจากโควิด-19 ก็มีผลต่อ “อัตราการเสียชีวิต” ด้วย กล่าวคือ

  • กลุ่มอายุ 10-19 ปีมีโอกาสต่ำมาก
  • กลุ่มอายุ50-59 ปี มีโอกาสเสี่ยงสูง
  • กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงและมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก (ผู้ป่วยช่วงอายุนี้ 100 คน จะมีอัตราเสียชีวิตถึง 15 คน)

2. อาการป่วย โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) และ ไข้หวัดใหญ่ (Flu) ต่างก็เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่แตกต่างกันที่ชนิดของไวรัส โดยไข้หวัดธรรมดานั้นเกิดได้จากไวรัส Rhinoviruses และ Coronaviruses ที่เป็นสาเหตุร้อยละ 10-15 ส่วนไข้หวัดใหญ่นั้นเกิดจากไวรัส Influenza A และ Influenza B

อาการไข้หวัดธรรมดา: ไข้ต่ำๆ คัดจมูก มีน้ำมูกใส จาม เจ็บคอ คอแดง ทอนซิลอาจบวมแดงแต่ไม่มีหนอง ไอเล็กน้อย ปวดหัวเล็กน้อย อาการทั่วไปมักไม่รุนแรง และหายได้เอง

อาการไข้หวัดใหญ่: เกิดอาการทางจมูกและคอได้บ้างในบางครั้ง แต่จะมีอาการเด่นชัด คือ มีไข้สูงลอย (37.8-39.0 องศาเซลเซียส) ไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดหัวหนัก ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลียมาก ไอรุนแรง ร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก (ใกล้เคียงกับอาการของโรค “COVID-19” ต้องให้แพทย์วินิจฉัย)

อาการโควิด

3. อาการป่วย โรคภูมิแพ้, แพ้อากาศ

ในกรณีของการแพ้อากาศนั้น ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยเอง ซึ่งทำงานตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่สามารถพบได้จากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เช่น ฝุ่น อากาศเย็น อากาศร้อน และละอองเกสร ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้นั้นก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน อาการส่วนใหญ่ คือ จาม น้ำมูกไหล คันยุบยิบๆ บริเวณตา จมูก แต่ไม่มีไข้ ไม่มีอาการไอ ไม่เหนื่อยหอบ

4. อาการป่วย โรคไข้เลือดออก

หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรืออาการไอ แต่จะเบื่ออาหาร อาเจียน และไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน

อาจพบมีผื่นแบบ erythema หรือ maculopapular ซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่น rubella ได้ กล่าวคือ มีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena)

ส่วนใหญ่จะคลำพบตับ โต ได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ในระยะที่ยังมีไข้อยู่ ตับจะนุ่มและกดเจ็บ มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือในรายที่อาการหนักอาจเกิดภาวะช็อกได้

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่